อุตสาหกรรมการบินกำลังดำเนินการตามแผนเร่งด่วนในการเปลี่ยนเครื่องวัดระดับความสูงของเครื่องบินที่สำคัญก่อนกำหนดเส้นตายการประมูลคลื่นความถี่ในครั้งต่อไป ตัวแทนจากอุตสาหกรรมแจ้งต่อคณะกรรมการการสื่อสารกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (FCC) ว่ากระบวนการปรับปรุงอาจแล้วเสร็จภายในปี 2029 หรือ 2030 ซึ่งเป็นการเร่งความเร็วอย่างมีนัยสำคัญจากประมาณการเดิมที่อยู่ในช่วงปี 2032 ถึง 2035 สาเหตุหลักมาจากแหล่งทุนจากรายได้จากการประมูลและความจำเป็นในการรักษาความสอดคล้องในการผลิต รวมถึงการสนับสนุนจากหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง FAA
เครื่องวัดระดับความสูงในปัจจุบันทำงานในช่วงความถี่ 3.98-4.2 GHz ซึ่งไม่สามารถใช้งานร่วมกับการประมูลคลื่นความถี่ C-band ส่วนบนที่จะเกิดขึ้นได้ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงตามมาตรฐานใหม่เพื่อให้ลดผลกระทบต่อการรบกวนสัญญาณจากผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ใช้งานความถี่ใกล้เคียงกัน ค่าดำเนินการโดยประมาณสำหรับการเปลี่ยนเครื่องมากกว่า 58,000 ชิ้น คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 4.5 พันล้านถึง 7 พันล้านดอลลาร์
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรม รวมถึงผู้ผลิตเครื่องบินและผู้ให้บริการเครือข่ายไร้สาย ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น บางรายแสดงความไม่เห็นด้วยกับสมมติฐานด้านความปลอดภัยของ FAA โดยอ้างว่าสามารถผ่อนคลายข้อจำกัดโดยไม่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย ขณะที่ภาคการบินสนับสนุนแนวทางของ FAA กระบวนการนี้ต้องการความประสานงานที่ซับซ้อน รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะต้องมีการปล่อยดาวเทียมใหม่โดยผู้ให้บริการดาวเทียมรายเดิม
ยังมีความกังวลจากผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงและบริการวิดีโอเกี่ยวกับความต่อเนื่องของบริการ เช่น SES และ Eutelsat ได้แสดงความเห็นว่าหากมีการประมูลคลื่นความถี่ในส่วนใหญ่ของสเปกตรัม พวกเขาจะต้องอัปเกรดดาวเทียม ซึ่งอาจใช้เวลาหลายปี สมาคมผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงแห่งชาติ (NAB) เรียกร้องให้จำกัดการประมูลไว้ที่ 100 เมกะเฮิรตซ์เพื่อหลีกเลี่ยงการหยุดชะงักของบริการ ขณะที่บางองค์กรแสดงความกังวลเรื่องความอยู่รอดของการเข้าถึงความถี่ในปัจจุบัน
โดยรวมแล้ว การเร่งดำเนินการนี้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงสำคัญในการบริหารจัดการคลื่นความถี่และเทคโนโลยีเครื่องบิน โดยมุ่งสมดุลระหว่างข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ ความปลอดภัย และผลประโยชน์ทางการค้า

